ปลดล็อกพลังอาคารสีเขียว: ก้าวสู่เศรษฐกิจยั่งยืนยุคใหม่ของประเทศไทย

webmaster

친환경 건축과 지속 가능한 경제 모델 - **Prompt 1: Sustainable Thai Home with Family**
    "A serene and modern Thai-style family home, des...

สวัสดีค่ะทุกคน! ช่วงนี้ฉันรู้สึกเลยว่ากระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมและอนาคตที่ยั่งยืนกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางมากๆ เลยนะคะ ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและธุรกิจที่เราเห็นได้ชัดเจนขึ้นทุกวัน จากที่เราเคยคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว วันนี้กลับมาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ ‘สถาปัตยกรรมสีเขียว’ ที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อโลก ไปจนถึง ‘โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน’ ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ประเทศไทยเราเองก็ไม่ตกขบวนนะคะ ทั้งการผลักดันอาคารประหยัดพลังงานอย่าง Net Zero Energy Building และโมเดล BCG ที่เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ กับแนวทางใหม่ๆ เหล่านี้ที่ไม่ได้แค่รักษ์โลก แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอีกด้วย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากรู้ว่าเทรนด์เหล่านี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง และจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้ยังไงบ้าง มาร่วมเจาะลึกไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ!

สถาปัตยกรรมสีเขียว: เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการลงทุนเพื่อโลกและชีวิตที่ดีกว่า

친환경 건축과 지속 가능한 경제 모델 - **Prompt 1: Sustainable Thai Home with Family**
    "A serene and modern Thai-style family home, des...

ช่วงนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ได้ยินคนพูดถึงคำว่า “สถาปัตยกรรมสีเขียว” กันหนาหูเลยนะคะ แรกๆ ฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ที่จะเอาไว้พูดคุยกันในวงของนักออกแบบ หรือบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น แต่พอได้ลองศึกษาและสัมผัสจริงๆ กลับพบว่ามันใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะในประเทศไทยเราเนี่ย มีโครงการบ้านและอาคารที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แถมยังประหยัดพลังงานในระยะยาวอีกด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้บ้านเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศมากนัก การใช้แสงธรรมชาติให้เต็มที่ หรือแม้กระทั่งการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อโลก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด เพื่อทั้งตัวเรา ครอบครัว และโลกใบนี้ในอนาคตจริงๆ ค่ะ ส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกตื่นเต้นกับแนวคิดนี้มาก เพราะมันไม่ได้แค่สร้างความสวยงาม แต่ยังสร้างคุณค่าทางใจและกายให้กับทุกคนที่ได้มาสัมผัสได้จริงๆ เลยค่ะ

ออกแบบบ้านให้หายใจ: ลดร้อน ลดค่าไฟ ทำไมถึงใช่สำหรับคนไทย?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอากาศร้อนอบอ้าวของเมืองไทยเรา ทำให้หลายๆ คนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศกันแทบจะตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะเปลืองค่าไฟแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วยใช่ไหมคะ แต่พอได้เห็นบ้านที่ออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรมสีเขียวแล้ว ฉันถึงกับทึ่งเลยค่ะ! เขาจะเน้นการวางทิศทางของบ้านให้รับลมธรรมชาติมากที่สุด มีช่องลมที่ช่วยระบายอากาศร้อนออกไป การใช้กันสาดหรือชายคายื่นยาวเพื่อป้องกันแสงแดดจัดๆ ส่องเข้ามาในตัวบ้านโดยตรง แถมยังมีการเลือกใช้กระจกที่ช่วยลดความร้อน หรือแม้กระทั่งการปลูกต้นไม้ใหญ่รอบบ้านเพื่อสร้างร่มเงาและลดอุณหภูมิภายในอาคาร สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้รวมกันแล้วมันช่วยลดความร้อนสะสมในบ้านได้อย่างมหาศาลเลยนะคะ พอความร้อนในบ้านน้อยลง เราก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ตลอดเวลาอีกต่อไป ทำให้ค่าไฟลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ฉันเองเคยไปเยี่ยมบ้านเพื่อนที่ออกแบบแบบนี้มา เขาบอกว่าหน้าร้อนที่ผ่านมา แทบไม่เปิดแอร์เลย แค่เปิดหน้าต่างก็รู้สึกสบายแล้ว ซึ่งมันพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าแนวคิดนี้มันตอบโจทย์สภาพอากาศเมืองไทยได้ดีมากๆ ค่ะ

ไม่ได้แพงอย่างที่คิด: การลงทุนเพื่ออนาคตและความคุ้มค่าในระยะยาว

หลายคนอาจจะคิดว่า “โอ้โห! สถาปัตยกรรมสีเขียวฟังดูดีนะ แต่คงแพงหูฉี่แน่ๆ เลย” ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่พอได้พูดคุยกับสถาปนิกและเจ้าของบ้านหลายๆ ท่าน ก็ได้ข้อสรุปว่ามันไม่ได้แพงอย่างที่คิดเสมอไปนะคะ จริงอยู่ว่าอาจจะมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงกว่าบ้านทั่วไปเล็กน้อยในการเลือกใช้วัสดุบางอย่าง หรือระบบที่ช่วยประหยัดพลังงาน แต่เชื่อไหมคะว่าเงินที่ลงทุนไปนั้น มันจะคืนกลับมาในรูปของค่าใช้จ่ายที่ลดลงในระยะยาว โดยเฉพาะค่าไฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกเดือน แถมยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบ้าน เพราะวัสดุที่เลือกใช้มักจะมีความทนทานและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า นอกจากนี้ บ้านสีเขียวยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ของเราด้วยค่ะ เพราะในอนาคต ผู้คนจะให้ความสำคัญกับบ้านที่อยู่สบาย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ การมีบ้านที่ตอบโจทย์เหล่านี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ ค่ะ เหมือนที่คนโบราณว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ลงทุนให้ดีตั้งแต่แรก ย่อมดีกว่ามาตามแก้ทีหลังนะคะ

พลังงานทางเลือก: ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือทางรอดที่เราสัมผัสได้ใกล้ตัว

พูดถึงเรื่องพลังงานทางเลือกเมื่อก่อนอาจจะฟังดูเป็นเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น ที่มีแต่ประเทศใหญ่ๆ เท่านั้นที่สามารถลงทุนได้ แต่ทุกวันนี้บอกเลยว่าเปลี่ยนไปมากแล้วค่ะ! ประเทศไทยเราเองก็ก้าวหน้าไปไกลมากๆ จนพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและจับต้องได้สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ แล้วนะคะ ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ๆ หรือโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่บ้านเรือนทั่วไปก็สามารถติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ แถมตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้าก็มีรุ่นให้เลือกเยอะขึ้น ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น แถมรัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุนอีกเพียบ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เพราะมันเหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนขึ้นได้จริงๆ ค่ะ ฉันเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นพลังงานทางเลือกเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเราอย่างแน่นอนเลย

แผงโซลาร์บนหลังคา: จากเรื่องไกลตัวสู่ตัวเลือกยอดนิยมของบ้านเรา

จำได้ไหมคะว่าเมื่อก่อน เวลาพูดถึงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และที่สำคัญคือ “แพงมาก” จนแทบจะถอดใจ แต่ตอนนี้ความคิดนั้นต้องเปลี่ยนไปแล้วค่ะ! เพราะเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์พัฒนาไปเร็วมาก ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ในขณะที่ราคาก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้มีหลายๆ บ้านหันมาติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคากันอย่างแพร่หลาย แถมยังมีบริษัทที่ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ออกแบบ ขออนุญาต ไปจนถึงการติดตั้งและดูแลหลังการขาย ทำให้เจ้าของบ้านอย่างเราไม่ต้องปวดหัวเลยค่ะ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ “ค่าไฟลดลง” อย่างที่ฉันเคยคุยกับพี่คนหนึ่งที่ติดตั้งไปแล้ว เขาบอกว่าจากที่เคยจ่ายค่าไฟเดือนละหลายพันบาท ตอนนี้ลดลงเหลือแค่ไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนเองค่ะ ซึ่งเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้นี่เอาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยนะคะ นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว การผลิตไฟฟ้าใช้เองยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกอีกด้วยค่ะ ส่วนตัวฉันเองก็กำลังศึกษาข้อมูลเตรียมติดตั้งอยู่เหมือนกัน เพราะเห็นประโยชน์แล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ ค่ะ

รถยนต์ไฟฟ้า: ขับขี่สบายใจ ลดมลพิษ ได้ส่วนลดจากภาครัฐ

โอ๊ยยย! เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่มาแรงแซงโค้งมากๆ ในปีสองปีที่ผ่านมาเลยนะคะ รอบๆ ตัวฉันตอนนี้มีเพื่อนหลายคนมากที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันแล้ว ซึ่งแต่ละคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดีงาม” ค่ะ ทั้งเรื่องความเงียบของเครื่องยนต์ การขับขี่ที่นุ่มนวล ประหยัดค่าเชื้อเพลิงไปได้เยอะมากๆ เพราะค่าไฟสำหรับการชาร์จรถถูกกว่าค่าน้ำมันหลายเท่าตัว แถมยังช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย เวลาขับรถตามหลังรถ EV แล้วไม่มีกลิ่นควันออกมานี่มันรู้สึกดีจริงๆ ค่ะ และที่สำคัญคือรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าภาษี สิทธิประโยชน์ในการซื้อ และสถานีชาร์จที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ ทำให้การใช้รถ EV ในชีวิตประจำวันสะดวกสบายมากขึ้นจริงๆ ค่ะ ฉันเองก็เคยได้ลองขับรถ EV ของเพื่อนอยู่หลายครั้ง บอกเลยว่าติดใจในความเงียบและแรงบิดที่มาแบบทันใจมากๆ ค่ะ ยิ่งได้ยินว่าตอนนี้มีรุ่นใหม่ๆ ออกมาเยอะแยะ ทั้งราคาที่หลากหลายและดีไซน์ที่สวยงาม ก็ยิ่งทำให้ลังเลว่าจะเปลี่ยนมาใช้ EV ดีไหมนะ ฮ่าๆๆๆ

Advertisement

เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ สร้างรายได้และลดภาระโลก

เคยสังเกตไหมคะว่าข้าวของเครื่องใช้รอบตัวเรา พอใช้เสร็จแล้วสุดท้ายก็กลายเป็น “ขยะ” ไปทั้งหมด แล้วขยะพวกนี้มันไปไหนต่อ? บางทีก็กองพะเนินเทินทึกอยู่ตามบ่อขยะ บางทีก็ลอยไปอยู่ในทะเล ทำให้ฉันรู้สึกเป็นห่วงโลกของเรามากๆ เลยค่ะ แต่พอได้มารู้จักกับแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy แล้ว ก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาเยอะเลยค่ะ แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่การรีไซเคิลอย่างเดียวนะคะ แต่มันคือการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง ให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ ซ่อมแซม หรือนำไปสร้างมูลค่าใหม่ได้เร็มที่สุด เพื่อลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ มันเหมือนกับการที่เรามองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้ ไม่ใช่แค่ “ใช้แล้วทิ้ง” แต่เป็น “ทรัพยากรที่มีค่า” ที่สามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง ซึ่งสำหรับฉันแล้วนี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ใหม่ๆ ให้กับคนในชุมชนได้อีกด้วยค่ะ บอกเลยว่าแนวคิดนี้มันฉลาดมากๆ และควรจะเป็นแนวทางที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญเลยค่ะ

จากขยะสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่: แนวคิดที่สร้างมูลค่าและลดภาระโลก

สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจในแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมากๆ ก็คือการที่มันเปลี่ยนมุมมองของเราต่อคำว่า “ขยะ” ไปอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ จากที่เราเคยมองว่าอะไรที่ใช้แล้วก็ทิ้งไป ตอนนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีมูลค่าได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกที่กลายเป็นเส้นใยผลิตเสื้อผ้า กระป๋องอลูมิเนียมที่ถูกหลอมเป็นวัสดุก่อสร้างใหม่ หรือแม้กระทั่งเศษอาหารที่นำไปทำปุ๋ยชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การลดปริมาณขยะที่จะต้องนำไปฝังกลบหรือกำจัดทิ้งเท่านั้นนะคะ แต่มันยังช่วยลดความจำเป็นในการผลิตใหม่ ซึ่งหมายถึงการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วยค่ะ ฉันเคยไปเยี่ยมชมโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งในแถบชลบุรี เห็นขั้นตอนการคัดแยกและแปรรูปวัสดุเหลือใช้แล้วรู้สึกว้าวมากๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าขยะที่เราทิ้งไปในแต่ละวันจะสามารถกลับมามีชีวิตใหม่และสร้างประโยชน์ได้ขนาดนี้ มันเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นขยะจริงๆ หรอก ถ้าเรารู้จักมองหาคุณค่าในตัวมัน” ค่ะ

ธุรกิจรีไซเคิลและอัพไซเคิล: โอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย

สำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางทำธุรกิจใหม่ๆ หรืออยากจะปรับเปลี่ยนธุรกิจเดิมให้เติบโตอย่างยั่งยืน ฉันบอกเลยว่า “ธุรกิจรีไซเคิลและอัพไซเคิล” นี่แหละคือโอกาสทองเลยค่ะ เพราะเทรนด์เรื่องสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากำลังมาแรงมากๆ ผู้บริโภคยุคใหม่เองก็ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นได้ว่ามีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่มากมายที่เริ่มหันมาโฟกัสในด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเศษไม้เหลือใช้ เสื้อผ้าที่ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล หรือแม้กระทั่งของตกแต่งบ้านจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้เท่านั้นนะคะ แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ สร้างความแตกต่าง และสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วยค่ะ ฉันเองก็เคยไปเดินตลาดงานฝีมือที่เน้นสินค้าอัพไซเคิลแล้วรู้สึกประทับใจในความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยมากๆ ค่ะ แต่ละชิ้นมีเรื่องราว มีชีวิตชีวา แถมยังเป็นมิตรต่อโลกอีกด้วย นี่แหละค่ะคือบทพิสูจน์ว่าธุรกิจสีเขียวไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คืออนาคตที่สดใสจริงๆ

โมเดล BCG: ยุทธศาสตร์ชาติที่พลิกโฉมประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

ถ้าพูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย ตอนนี้ไม่มีใครไม่พูดถึง “โมเดล BCG” หรอกค่ะ! BCG ย่อมาจาก Bio-Circular-Green Economy ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน บอกตามตรงว่าตอนแรกฉันก็งงๆ เหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่พอได้ศึกษาและทำความเข้าใจแล้ว ก็รู้สึกว้าวกับแนวคิดนี้มากๆ ค่ะ เพราะมันไม่ได้มองแค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ยังผนวกรวมเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดของเสีย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งโมเดลนี้มันครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนเลยนะคะ ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ไปจนถึงด้านสุขภาพและพลังงานเลยค่ะ การที่ประเทศเรามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแบบนี้ ทำให้ฉันในฐานะคนไทยคนหนึ่งรู้สึกภูมิใจและมีความหวังมากๆ เลยค่ะ ว่าประเทศไทยของเราจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนจริงๆ

ชีวภาพ, หมุนเวียน, สีเขียว: 3 หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

มาเจาะลึกกันหน่อยว่าแต่ละตัวใน BCG มันหมายถึงอะไรบ้างนะคะ เริ่มจาก “Bio Economy” หรือเศรษฐกิจชีวภาพอันนี้จะเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพ หรือวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือพลังงานชีวภาพค่ะ ถัดมาคือ “Circular Economy” หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งอันนี้เราก็ได้พูดถึงไปแล้วข้างบน คือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัพไซเคิล เพื่อลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และสุดท้ายคือ “Green Economy” หรือเศรษฐกิจสีเขียว อันนี้จะเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบจากการพัฒนา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดค่ะ พอเอาทั้งสามส่วนมารวมกัน มันก็เลยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งมากๆ เลยค่ะ เหมือนกับที่เรามีเสาหลัก 3 ต้นที่ช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเราให้แข็งแรงและยั่งยืนไปด้วยกันได้ยังไงล่ะคะ ฉันว่าแนวคิดนี้มันสุดยอดมากๆ เลยค่ะ

จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร: BCG กับการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและอาหารอย่างยั่งยืน

친환경 건축과 지속 가능한 경제 모델 - **Prompt 2: Upcycling Art Workshop in Thailand**
    "A vibrant and bustling workshop in a Thai comm...

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดๆ ของโมเดล BCG ในบ้านเรา ก็ต้องเป็นเรื่องของภาคเกษตรกรรมและอาหารเลยค่ะ เพราะประเทศไทยเราเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีวัตถุดิบทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์มากๆ โมเดล BCG ก็เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเหล่านี้ได้แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนค่ะ เช่น การนำเศษเหลือทางการเกษตรอย่างฟางข้าว เปลือกผลไม้ หรือซังข้าวโพด ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะถูกทิ้งเป็นขยะ มาแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล ปุ๋ยอินทรีย์ หรือแม้กระทั่งวัสดุก่อสร้างได้ หรือการพัฒนาสายพันธุ์พืช สัตว์ ให้มีคุณภาพดีขึ้น ต้านทานโรคได้ดีขึ้น เพื่อลดการใช้สารเคมี และเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตอาหารให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีอายุการเก็บรักษาที่นานขึ้น เพื่อลดการสูญเสียในห่วงโซ่อุปทานอีกด้วยค่ะ ฉันเคยไปดูงานที่ฟาร์มแห่งหนึ่งที่นำแนวคิด BCG มาใช้ เขาบอกว่าชีวิตชาวสวนดีขึ้นเยอะเลย ทั้งรายได้เพิ่มขึ้น ลดต้นทุน แถมยังได้อยู่กับธรรมชาติที่ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของ BCG ที่เราเห็นได้ชัดเจนจริงๆ

Advertisement

การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ: เที่ยวแบบรักษ์โลก สร้างความสุขให้ทั้งเราและชุมชน

สำหรับฉันในฐานะที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวมากๆ การได้เห็นเทรนด์ “การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ” หรือ Responsible Tourism กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ทำให้ฉันรู้สึกดีใจมากๆ เลยค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่การไปเที่ยวชมธรรมชาติสวยๆ หรือสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการที่เราได้เดินทางไปพร้อมๆ กับการตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่เรามีต่อสถานที่นั้นๆ และพยายามทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนด้วยค่ะ การท่องเที่ยวแบบนี้ทำให้การเดินทางของเรามีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่ยังได้เรียนรู้ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก และได้สร้างความสุขให้กับคนอื่นๆ ด้วยค่ะ ฉันเชื่อว่าหลายๆ คนที่รักการเดินทางเหมือนฉันก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกันนะคะ ว่าการได้เที่ยวแบบสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการไปทำลายสิ่งแวดล้อม มันเป็นความสุขที่แท้จริงจริงๆ

เที่ยวไป ช่วยโลกไป: เลือกที่พักและกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทีนี้เวลาเราจะไปเที่ยว เราจะเที่ยวแบบรับผิดชอบได้ยังไงบ้างคะ ง่ายๆ เลยคือเริ่มต้นจากการ “เลือก” ค่ะ เลือกที่พักที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น โรงแรมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มีระบบจัดการขยะที่ดี ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือมีนโยบายสนับสนุนสินค้าและบริการจากชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ก็ยังสามารถเลือกกิจกรรมที่ไม่ได้ไปรบกวนธรรมชาติ หรือสัตว์ป่า เช่น การเดินป่าศึกษาธรรมชาติโดยมีไกด์ท้องถิ่นคอยให้ความรู้ การดำน้ำชมปะการังแบบไม่สัมผัส หรือการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา เช่น ปลูกป่า เก็บขยะตามชายหาด เป็นต้นค่ะ ฉันเคยไปพักโฮมสเตย์แห่งหนึ่งทางภาคใต้ที่เขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากๆ เลยค่ะ ทุกอย่างในโฮมสเตย์ดูเรียบง่าย แต่มีสไตล์ แถมยังใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเกือบทั้งหมด ทำให้รู้สึกได้ถึงความใส่ใจและกลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ การได้ตื่นมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ได้กินอาหารพื้นบ้านที่สดใหม่ และได้พูดคุยกับคนในชุมชน ทำให้ฉันรู้สึกว่านี่แหละคือการพักผ่อนที่แท้จริง ที่ได้ทั้งกายและใจ แถมยังได้ช่วยโลกอีกด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น: ส่งเสริมชุมชนและอนุรักษ์วัฒนธรรม

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบคือการที่เราได้เข้าไป “สัมผัส” และ “เรียนรู้” วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริงค่ะ แทนที่จะไปเที่ยวแค่แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ที่มีคนพลุกพล่าน ลองเปิดใจไปใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน เช่น การเรียนทำอาหารพื้นเมือง การเรียนรู้หัตถกรรมท้องถิ่น หรือการไปช่วยงานในสวนในไร่ของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราได้ประสบการณ์ที่แตกต่างและน่าจดจำเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้ไปสู่คนในชุมชนโดยตรง ทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีกำลังใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมของตัวเองต่อไปค่ะ ฉันเคยไปเที่ยวหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ได้ลองไปเรียนทอผ้ากับป้าๆ ชาวบ้าน แล้วได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของผ้าแต่ละผืน รู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ เลยค่ะ มันทำให้ฉันเห็นว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องของเงินทอง แต่คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน สร้างความเข้าใจ และรักษามรดกอันล้ำค่าเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามมากๆ เลยค่ะ

ไลฟ์สไตล์สีเขียว: เริ่มต้นง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเราเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

หลังจากที่คุยเรื่องใหญ่ๆ อย่างสถาปัตยกรรมสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือโมเดล BCG ไปแล้ว คราวนี้เรามาดูเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ทันทีกันบ้างดีกว่าค่ะ ฉันเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า “ไลฟ์สไตล์สีเขียว” หรือ Green Lifestyle กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ หรือต้องเป็นคนพิเศษเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่มันคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งพอทำไปเรื่อยๆ แล้วมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปโดยปริยายเลยค่ะ และที่สำคัญคือมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเรายุ่งยากขึ้นเลยนะ กลับกันมันอาจจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น ประหยัดเงินในกระเป๋ามากขึ้น และรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกใบนี้อีกด้วยค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากจุดเล็กๆ เหมือนกันค่ะ แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่ามันสนุกและอยากทำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เลยล่ะ

ลดการใช้พลาสติก: เมื่อแก้วส่วนตัวและถุงผ้ากลายเป็นแฟชั่น

ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นไลฟ์สไตล์สีเขียว ก็ต้องยกให้เรื่อง “ลดการใช้พลาสติก” นี่แหละค่ะ โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างถุง แก้ว หลอด หรือกล่องโฟม ตอนนี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงเริ่มเห็นถึงปัญหาของขยะพลาสติกที่มันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ทะเลกันแล้วใช่ไหมคะ ดังนั้นการที่เราพกแก้วส่วนตัวเวลาไปซื้อกาแฟ พกถุงผ้าเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ต หรือปฏิเสธการรับหลอดพลาสติกเวลาสั่งเครื่องดื่ม มันไม่ใช่แค่การทำดีเพื่อโลกเท่านั้นนะคะ แต่มันกลายเป็น “แฟชั่น” อย่างหนึ่งไปแล้วด้วยค่ะ ฉันสังเกตว่าเดี๋ยวนี้มีกระเป๋าผ้าสวยๆ เก๋ๆ ให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมด แก้ว Tumbler ก็มีดีไซน์หลากหลาย ยิ่งใช้ก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจ แถมหลายๆ ร้านค้ายังใจดีให้ส่วนลดถ้าเราเอาแก้วส่วนตัวไปอีกด้วยนะ! นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังได้ส่วนลดอีก คุ้มสองต่อเลยค่ะ ฉันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มต้นทำได้ง่ายที่สุด และเห็นผลชัดเจนที่สุดเลยค่ะ

เลือกซื้อสินค้าที่ยั่งยืน: สนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจโลก

อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สีเขียว ก็คือการ “เลือกซื้อสินค้าที่ยั่งยืน” ค่ะ ในทุกวันนี้มีแบรนด์มากมายที่หันมาให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล สินค้าที่ใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต สินค้าที่ไม่ทดลองกับสัตว์ หรือสินค้าที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เราสามารถสังเกตได้จากฉลากต่างๆ บนผลิตภัณฑ์ หรือจากข้อมูลที่แบรนด์เหล่านั้นสื่อสารออกมาค่ะ การที่เราเลือกสนับสนุนแบรนด์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่การซื้อสินค้าตามความต้องการของเราเท่านั้นนะคะ แต่มันคือการที่เราได้ใช้ “พลังของผู้บริโภค” ในการส่งสัญญาณไปยังผู้ผลิตว่าเราต้องการสินค้าที่ใส่ใจโลก เราใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเราพร้อมที่จะสนับสนุนธุรกิจที่ดีต่อสังคมค่ะ ฉันเองเวลาเลือกซื้อของ ก็จะพยายามมองหาสินค้าที่มีสัญลักษณ์ Green Product หรือ Fair Trade อยู่เสมอ เพราะรู้สึกว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นได้ด้วยมือของเราเองค่ะ

หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Principles) ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Benefits) ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Economic Benefits)
การออกแบบเพื่อความทนทานและการซ่อมแซม (Designing for Durability & Repair) ลดขยะ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว, สร้างงานซ่อมบำรุง
การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) ยืดอายุผลิตภัณฑ์ ลดการฝังกลบ สร้างธุรกิจมือสอง, ลดค่าใช้จ่ายผู้บริโภค
การรีไซเคิลและอัพไซเคิล (Recycle & Upcycle) ลดมลพิษ, ประหยัดพลังงานในการผลิตใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้, นวัตกรรมผลิตภัณฑ์
การใช้พลังงานหมุนเวียน (Use of Renewable Energy) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดค่าใช้จ่ายพลังงาน, สร้างความมั่นคงทางพลังงาน
Advertisement

글을มา치며

เป็นยังไงบ้างคะทุกคน? หลังจากที่เราได้เดินทางสำรวจโลกของสถาปัตยกรรมสีเขียว พลังงานทางเลือก เศรษฐกิจหมุนเวียน การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และไลฟ์สไตล์สีเขียวกันมาอย่างเต็มอิ่ม ฉันหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นว่าการดูแลโลกและสร้างอนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัวเลยนะคะ แต่มันคือการลงทุนที่ชาญฉลาดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพวกเราทุกคนค่ะ เพียงแค่เราเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ใกล้ตัว ทำสิ่งที่เราทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนบ้านให้ประหยัดพลังงาน การเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การท่องเที่ยวอย่างใส่ใจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ทั้งนั้นเลยค่ะ มาร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่ไปด้วยกันนะคะ

알아두면 쓸모 있는 정보

1. สำหรับใครที่สนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน อย่าลืมศึกษาเรื่องมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ เช่น โครงการโซลาร์ภาคประชาชน หรือการขออนุญาตกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปอย่างถูกต้องและได้รับประโยชน์สูงสุดค่ะ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสมกับความต้องการและการใช้งานจริงของบ้านเรามากที่สุดค่ะ

2. การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตอนนี้มีแอปพลิเคชันสำหรับค้นหาสถานีชาร์จทั่วประเทศมากมาย เช่น EV Station PluZ, MEA EV, PEA VOLTA, Elex by EGAT หรือ EleX โดย EGAT ซึ่งช่วยให้เราวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกสบายมากๆ เลยค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาสถานีชาร์จไม่ได้อีกต่อไปแล้วนะคะ

3. ลองสำรวจตลาดนัดสีเขียว หรือร้านค้าออนไลน์ที่เน้นผลิตภัณฑ์อัพไซเคิล (Upcycle) ดูนะคะ คุณอาจจะได้พบกับของใช้เก๋ๆ ที่ไม่เหมือนใคร แถมยังได้ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณขยะไปในตัวด้วยค่ะ เป็นการช้อปปิ้งที่ได้ทั้งของถูกใจและได้บุญไปพร้อมๆ กันเลย

4. เวลาไปท่องเที่ยวตามชุมชน ลองพกกระบอกน้ำส่วนตัวและภาชนะใส่อาหารติดตัวไปด้วยนะคะ เพื่อลดการใช้พลาสติกและโฟมจากร้านค้าในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดภาระขยะให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่งค่ะ เป็นการแสดงความรับผิดชอบในฐานะนักท่องเที่ยวที่ดี และยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นๆ ด้วยนะคะ

5. การแยกขยะที่บ้านอย่างถูกวิธี เช่น แยกขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย จะช่วยให้การจัดการขยะของเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น และวัสดุเหลือใช้หลายอย่างสามารถนำกลับไปสร้างมูลค่าใหม่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ เริ่มต้นง่ายๆ จากการมีถังขยะแยกประเภทในบ้านของเรานี่แหละค่ะ

Advertisement

중요 사항 정리

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ชั่วคราว แต่คือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเรา ครอบครัว และสังคมโดยรวม ทุกย่างก้าวที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การสนับสนุนธุรกิจสีเขียว การมีส่วนร่วมในการลดขยะ หรือแม้แต่การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ล้วนแล้วแต่เป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน และสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเราทุกคนค่ะ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้ไปด้วยกันนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: “สถาปัตยกรรมสีเขียว” ที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ตอนนี้มันคืออะไร แล้วทำไมถึงสำคัญกับบ้านเราในยุคนี้คะ?

ตอบ: สวัสดีค่ะ! เรื่อง “สถาปัตยกรรมสีเขียว” นี่เป็นอะไรที่ฉันเองก็อินมากๆ เลยนะคะ เพราะมันไม่ใช่แค่การสร้างตึกสวยๆ แต่เป็นการออกแบบและก่อสร้างที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานไปพร้อมๆ กันค่ะ พูดง่ายๆ คือ ตั้งแต่เริ่มคิดแบบ เลือกวัสดุ การก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้งานและการรื้อถอน ทุกขั้นตอนจะต้องเป็นมิตรกับโลกของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยค่ะสำหรับบ้านเราในยุคนี้ ฉันรู้สึกว่าสถาปัตยกรรมสีเขียวมีความสำคัญแบบสุดๆ เลยค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องของพลังงาน ทุกคนน่าจะสัมผัสได้ว่าอากาศร้อนขึ้นทุกวัน ค่าไฟก็แพงขึ้นเรื่อยๆ อาคารสีเขียวจะช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมหาศาลค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้แสงธรรมชาติเข้าถึงได้เต็มที่ มีระบบระบายอากาศที่ดี ใช้ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ นี่ไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเรานะคะ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนด้วยนอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน อย่างวัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ก็ช่วยลดขยะและลดผลกระทบจากการขนส่งได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ ที่สำคัญกว่านั้นคือมันส่งผลดีต่อสุขภาพของคนที่อยู่ในอาคารนั้นๆ ด้วยนะคะ มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าคนที่ทำงานหรืออาศัยในอาคารสีเขียวจะมีสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่า เพราะได้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดี มีแสงธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ และบางทีก็มีพื้นที่สีเขียวอยู่ในอาคารเลยค่ะ ฉันมองว่ามันคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนในระยะยาวจริงๆ ค่ะ

ถาม: เห็นพูดถึง “โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน” กับ “BCG Model” บ่อยมากเลยค่ะ สองสิ่งนี้มันเชื่อมโยงกันยังไง แล้วจะช่วยสร้างโอกาสอะไรให้เราได้บ้างคะ?

ตอบ: โอ้โห! สองคำนี้คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคใหม่เลยนะคะ! ในฐานะที่ฉันเองก็ติดตามเรื่องพวกนี้มาตลอด ฉันขออธิบายแบบที่เข้าใจง่ายๆ เลยค่ะเริ่มจาก “โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ก่อนนะคะ อันนี้เป็นแนวคิดระดับสากลเลยค่ะ ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียให้น้อยที่สุด โดยเน้นหลักการ “ลด-ใช้ซ้ำ-รีไซเคิล” (Reduce-Reuse-Recycle) ค่ะ จากที่เราเคยผลิต ใช้แล้วทิ้ง ตอนนี้เราจะพยายามออกแบบผลิตภัณฑ์และระบบให้ของที่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะนำไปผลิตเป็นอย่างอื่น ซ่อมแซม หรือรีไซเคิล เพื่อยืดอายุการใช้งานของทรัพยากรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลดการนำทรัพยากรใหม่ๆ มาใช้ และลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุดนั่นเองค่ะส่วน “BCG Model” หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) อันนี้คือโมเดลที่ประเทศไทยเรานำมาเป็นวาระแห่งชาติเลยค่ะ เป็นการนำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมารวมกับจุดแข็งของประเทศไทยเราที่เป็นฐานด้านชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรม อาหาร พลังงาน และการแพทย์ค่ะแล้วสองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันยังไงน่ะเหรอคะ?
BCG Model คือการนำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับภาคส่วนที่เรามีศักยภาพค่ะ เช่น เรามีผลผลิตทางการเกษตรเยอะ ก็เอาหลักการหมุนเวียนมาใช้จัดการของเหลือจากเกษตรกรรมให้เป็นพลังงานชีวภาพ หรือนำไปแปรรูปเป็นสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแทนที่จะทิ้งไปเปล่าๆ ค่ะสำหรับโอกาสที่จะสร้างให้กับเรานั้น บอกเลยว่ามีเยอะมากๆ ค่ะ!
จากที่ฉันได้เห็นมา BCG ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นนะคะ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่คนทั่วไปได้สร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำของเหลือมาใช้ประโยชน์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว หรือแม้แต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สำคัญคือมันสร้างงาน สร้างรายได้ และที่ฟินกว่านั้นคือมันทำให้เราได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนด้วยค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจและนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ จะเป็นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแน่นอนค่ะ

ถาม: ในฐานะคนทั่วไปอย่างเราๆ จะเริ่มต้นมีส่วนร่วมกับเทรนด์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจยั่งยืนพวกนี้ได้ยังไงบ้างคะ? มีอะไรที่เราทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันไหม?

ตอบ: คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ! หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพวกเราทุกคนมีพลังและสามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงได้จากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง ฉันรู้สึกเลยว่าแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย ก็สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มหาศาลแล้วค่ะนี่คือสิ่งง่ายๆ ที่ฉันอยากชวนทุกคนมาเริ่มทำไปพร้อมๆ กันนะคะ:1.
ลดการสร้างขยะส่วนตัว: เริ่มง่ายๆ จากการพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว กล่องข้าวส่วนตัวเวลาไปซื้ออาหารค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าในหนึ่งวันเราลดการใช้พลาสติกไปได้เยอะแค่ไหน ถ้าทุกคนทำพร้อมกัน ผลลัพธ์ยิ่งใหญ่แน่นอนค่ะ
2.
ประหยัดพลังงานในบ้าน: ฉันเองก็เริ่มจากการถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ใช้ ปิดไฟเมื่อออกจากห้อง หรือเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ค่ะ อันนี้ช่วยลดค่าไฟได้จริง และยังช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศด้วยนะ
3.
คัดแยกขยะ: แม้จะดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่สำคัญมากเลยค่ะ ลองแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิลออกจากกันดูสิคะ มันจะช่วยให้ขยะของเราถูกนำไปจัดการได้ถูกวิธี และขยะรีไซเคิลก็มีโอกาสกลับมาเป็นประโยชน์ได้อีกครั้งค่ะ ในหลายๆ ชุมชนตอนนี้ก็มีจุดรับขยะรีไซเคิล หรือรถรับซื้อของเก่าที่วิ่งประจำ ลองสืบหาข้อมูลดูนะคะ
4.
สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: เวลาเลือกซื้อของ ลองมองหาสินค้าที่มีป้ายบอกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเลือกซื้อจากแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนค่ะ บางทีอาจจะแพงกว่านิดหน่อย แต่เรากำลังลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่านะคะ
5.
ใช้ชีวิตอย่างมีสติ: ก่อนจะซื้ออะไร ลองถามตัวเองดูก่อนว่า “จำเป็นจริงๆ ไหม?” “มีของที่มีอยู่แล้วใช้แทนได้ไหม?” หรือ “ซื้อแล้วจะใช้ไปนานแค่ไหน?” การใช้ของที่น้อยลงและใช้ของที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด ก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เราทำได้ง่ายๆ เลยค่ะฉันเชื่อว่าถ้าเราเริ่มจากตัวเองทีละเล็กละน้อย พลังของเราทุกคนจะรวมกันเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยของเราก้าวไปสู่สังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ค่ะ มาร่วมสร้างอนาคตที่ดีไปด้วยกันนะคะ!

📚 อ้างอิง